แนะนำแผนการท่องเที่ยวเกาะเกร็ด

ในช่วงวันหยุดสุดสัปดาห์นี้ หรือวันหยุดนักขัตฤกษ์ต่างๆ ที่มีช่วงเวลาหยุดสั้นๆเพียง 1-2 วัน หลายคน คงอยากจะไปพักผ่อนในสถานที่ท่องเที่ยวที่อยู่ไม่ไกลจากกรุงเทพฯ เดินทางสะดวก ได้ชมธรรมชาติ, มีบรรยากาศริมแม่น้ำ, ไปไหว้พระและมีอาหารอร่อยๆ รับประทาน ถ้าคุณกำลังหาสถานที่ท่องเที่ยวแบบนี้อยู่ละก็ เราขอแนะนำ “เกาะเกร็ด” จังหวัด นนทบุรี หากใครไม่เคยเห็นเกาะที่ตั้งอยู่ในแม่น้ำเจ้าพระยา หรืออยากลองมาสัมผัสชีวิตที่เรียบง่ายและพอเพียง ของผู้คนที่อาศัยอยู่บนเกาะแห่งนี้ ซึ่งเป็นชาวไทยเชื้อสายมอญ ก็ต้องไม่พลาดการมาท่องเที่ยวที่นี่แล้วล่ะค่ะ

แต่หากใครที่ยังไม่ทราบข้อมูลการท่องเที่ยวที่เราขอแนะนำการท่องเที่ยวบนเกาะเกร็ดใน “เส้นทางการท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรมและเส้นทางขนมชาววัง” ซึ่งจะทำให้คุณได้รับความรู้เกี่ยวกับประวัติศาสตร์เกาะเกร็ด, เรียนรู้วิถีชีวิตและศิลปวัฒนธรรมที่เป็นเอกลักษณ์ของชาวไทยเชื้อสายมอญ ตลอดจนเลือกชมหัตถกรรมเลื่องชื่อ “เครื่องปั้นดินเผา” และชิมอาหารขึ้นชื่อของเกาะเกร็ด ไม่ว่าจะเป็น ทอดมันหน่อกะลา, ข้าวแช่รามัญ, ดอกไม้ทอด, ขนมปั้นสิบ และขนมไทยสูตรต้นตำรับชาววัง ตามเส้นทางขนมชาววัง ที่จะทำให้คุณได้อร่อยกับขนมไทยมงคลหลากชนิด ไม่ว่าจะเป็น ทองหยิบ, หองหยอด, ฝอยทอง, ขนมชั้น อีกทั้งยังได้รู้จักขนมไทยที่หาทานยาก เช่น จ่ามงกุฎ, กุหลาบชาววัง, เสน่ห์จันทร์ และทองเอก อีกด้วย

หากใครสนใจท่องเที่ยวบน “เส้นทางการท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรมและเส้นทางขนมชาววัง” มองหาแผ่นพับของเราได้ที่บริเวณท่าเรือ และจุดแวะพักต่างๆได้ค่ะ

kohkretmap

ดาวน์โหลดแผนที่เกาะเกร็ด

เกาะเกร็ดเป็นย่านชุมชนที่มีความเจริญมาตั้งแต่สมัยอยุธยาตอนปลาย เนื่องจากเป็นเส้นทางผ่านไปยังกรุงศรีอยุธยา ชาวบ้านที่อาศัยอยู่ที่นี่เป็นคนเชื้อสายมอญที่อพยพในรัชสมัยสมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราช และในสมัยพระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัย ซึ่งจะเห็นได้จากวัดวาอารามต่างๆ บนเกาะ เครื่องปั้นดินผาแบบมอญโบราณ รวมไปถึงอาหารการกินที่ยังคงสืบทอดมาจนถึงปัจจุบัน

การเดินทางท่องเที่ยวบนเกาะเกร็ดนั้นแสนจะสะดวกสบาย ด้วยทางเดินปูนทอดยาวไปรอบเกาะ คุณสามารถเที่ยวชมสถานที่ต่างๆ เริ่มจากวัดปรมัยยิกาวาส ซึ่งนับเป็นวัดสำคัญของเกาะแห่งนี้ สร้างขึ้นในสมัยอยุธยา แต่ถูกทิ้งร้างหลังจากเสียกรุงศรีอยุธยาครั้งที่ 2 ในปี พ.ศ. 2417 พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงเห็นว่าวัดอยู่ในสภาพที่ทรุดโทรม จึงโปรดเกล้าฯ ให้บูรณะและสร้างศาสนสถานขึ้น

สิ่งน่าสนใจภายในวัดแห่งนี้ที่ไม่ควรพลาดชมคือ “พระมหารามัญเจดีย์” ซึ่งเป็นเจดีย์แบบรามัญซึ่งจำลองมาจากเจดีย์มุเตา เมืองหงสาวดี ประเทศพม่า ภายในบรรจุพระบรมสารีริกธาตุซึ่งอัญเชิญมาจากประเทศอินเดีย และ “เจดีย์มุเตา” ซึ่งเป็นเจดีย์ทรงรามัญสูงประมาณ 3 เมตร ตั้งอยู่ริมน้ำด้านขวา องค์เจดีย์มีลักษณะทรุดเอียงเล็กน้อย

เดินออกจากวัดไปไม่ไกลก็จะพบกับ “พิพิธภัณฑ์เครื่องปั้นดินเผา” (กวานอาม่าน) ซึ่งเป็นที่รวบรวมเครื่องปั้นดินเผามอญแบบโบราณไว้มากที่สุด มีทั้งหม้อน้ำรุ่นเก่าที่เก็บรักษาไว้ และหม้อน้ำที่ปั้นตามกรรมวิธีแบบโบราณทั้งขั้นตอนการปั้นและการเผา เพื่อเป็นการอนุรักษ์และสืบสานรูปแบบและลวดลายของเครื่องปั้นดินเผามอญโบราณไว้

เดินดูนั่นชมนี่มาเป็นพักใหญ่แล้ว หากกำลังมองหาของกินอยู่ละก็ ขอแนะนำ “ข้าวแช่รามัญ” ซึ่งเป็นสูตรเฉพาะของชาวมอญ อร่อยเย็นชื่นใจ หรือจะลิ้มลอง “ทอดมันหน่อกะลา” ซึ่งจะใส่หน่อกะลาลงไปแทนถั่วฝักยาว ทอดขายกันร้อนๆ ใส่มาในกระทง ราดด้วยน้ำจิ้ม อร่อยเด็ดอย่าบอกใคร

ทานอาหารกันแล้วหากใครหิวน้ำอยากทานเครื่องดื่มเย็นๆ หรือจิบกาแฟรสชาติเข้มข้น กลิ่นหอมเชิญชวนให้ลิ้มลอง เราขอแนะนำร้านนี้เลย “Coffee House” ร้านนี้อยู่ไม่ไกลจากวัดปรมัยยิกาวาส เดินเลี้ยวซ้ายมาตรงโรงเรียน ข้ามสะพานเล็กๆลงมาก็จะเห็น ที่ร้านนี้นอกจากจะมีบรรยากาศร้านที่ดูน่ารัก และคนขายที่อัธยาศัยดี เป็นกันเองแล้ว ยังมีเครื่องดื่มขึ้นชื่อ คือ น้ำมะตูม ที่ใช้ฟืนต้มทำให้ได้กลิ่นของฟืนไม้หอมๆ พร้อมกับรสชาติหวานชุ่มคอ นอกจากนั้นยังมีกาแฟโบราณ, ชานมเย็น และเครื่องดื่มอื่นๆ คอยบริการอีกมากมายค่ะ

พอพักดื่มเครื่องดื่มแก้กระหายแล้ว หันไปเจอร้านที่อยู่ตรงข้ามกัน เป็นร้านในเส้นทางขนมชาววังร้านแรก คือ ร้านแก่นจันทร์ ที่ร้านนี้ทำขนมมอญ, ขนมผักกาด ซึ่งเป็นอาหารพิ้นบ้านของชาวมอญ ที่หาทานได้ยากค่ะ

เดินมาอีกไม่ไกล จะเจอ”บ้านนักวิ่งชาวเกาะ” ซึ่งเป็นบ้านของสองนักวิ่งซึ่งกวาดรางวัลมาแล้วหลายพันครั้ง คือ คุณอรุณและคุณนิตยา ศาตรอด ทั้งสองท่านแข่งขันวิ่งมาเป็นเวลากว่า 20 ปี โดยได้รับรางวัลชนะเลิศระดับประเทศมาแล้วหลายครั้ง ภายในบ้านจึงมีถ้วยและโล่รางวัลจำนวนกว่า 600 ถ้วยและเหรียญรางวัลอีกกว่า 2,000 เหรียญ สะสมอยู่มากมาย เปิดให้ทุกท่านได้เยี่ยมชมและพูดคุยค่ะ

เดินมาอีกไม่ไกล หยุดแวะศักการะ “ศาลเจ้าพ่อเกศแก้วไชยฤทธิ์” สิ่งศักดิ์สิทธ์ของที่นี่ค่ะ

เดินมาอีก 100 ก้าว ก็จะเจอร้านขนมหวานป้าสุน ซึ่งเป็นอีกร้านหนึ่งในเส้นทางขนมชาววัง ถ้าระหว่างการเดินทางรู้สึกเหนื่อย อยากหาที่นั่งพักทานอะไรเย็นๆ เพื่อเติมพลังร้านขนมหวานป้าสุนถือเป็นทางเลือกหนึ่ง ตัวร้านนี้มีลักษณะเป็นบ้านไม้ซึ่งยังคงรักษาความเรียบง่ายและความเป็นไทยเอาไว้ ภายในร้านโอ่โถง มีเก้าอี้โต๊ะ จัดเรียงเป็นระเบียบ ซึ่งมีของหวานแนะนำ ได้แก่ ซาหริ่ม ทับทิมกรอบ มะม่วงลอยแก้ว ลูกตาลลอยแก้ว ลอดช่อง แม้อากาศข้างนอกจะร้อนเปรี้ยงแต่ ลูกตาลและมะม่วงลอยแก้วช่วยเติมความหวานเย็นชื่นคอทำให้มีแรงเดินทางต่อไปได้

 

   แวะทานขนมหวานชื่นใจแล้วก็ออกเดินทางต่อมาจนถึงทางแยกที่จะพบเห็นสัญลักษณ์รูปพระอิศวร (ใช่ป่าวอ่ะ ที่เป็นช้างอ่ะ) เลือกเดินเลี้ยวซ้ายไป จะพบกับ ย่านโรงปั้น (Pottery Villages) ซึ่งสามารถเข้าเยี่ยมชมการทำเครื่องปั้นดินเผาได้ที่ “ศูนย์สาธิตแกะสลักเครื่องปั้นดินเผาจ๋อมแจ๋ม”คุณจะได้เห็นทุกขั้นตอนของการทำเครื่องปั้นดินเผาอย่างใกล้ชิด และหากสนใจการแกะสลักเครื่องปั้นดินเผา เดินตรงเข้าไปอีกหน่อย จะเจอบ้าน “ลุงติ ดินเปรอะ” และ “เครื่องปั้นดินเผาคุณธวัชชัย” ซึ่งคุณสามารถลองปั้นเครื่องปั้นดินเผาได้ด้วยตัวเอง และนำผลงานกลับบ้านไปเป็นที่ระลึกได้ด้วยค่ะ

เดินออกมาจากซอย แล้วตรงมาเรื่อยๆ แวะทานอาหารเที่ยงได้ ที่ร้าน ต.

เป็นบ้านไม้สีขาว ซึ่งติดริมแม่น้ำค่ะ ร้านนี้ขายอาหารทุกชนิด ตั้งแต่ต้ม ผัด ยำ ทอด แต่ร้านอาหารขึ้นชื่อของร้านนี้คือ ผัดฉ่า ส่งมีรสชาติจัดจ้าน อร่อยมากค่ะ และอีกอย่างหนึ่งที่ขาไม่ได้คือ ยำถั่วพลูซึ่งให้ความอร่อยไม่แพ้กัน นอกจากนี้ราคายังเป็นกันเองด้วยค่ะ

 

จากนั้นออกเดินทางต่อไปหาอีกร้านหนึ่งของเส้นทางขนมชาววัง นั่นก็คือ “ร้านพลายชุมพล (เจ๊เล็ก)”

 

ตัวร้านแบ่งเป็นสองฝั่ง ฝั่งหนึ่งขายของที่ระลึกทั่วไป ส่วนอีกฝั่งหนึ่งขายขนมหวาน มีทั้ง ขนมหันตราซึ่งเป็นขนมดั้งเดิมของชาวมอญ ขนมผักกาด และ ที่ขึ้นชื่อของร้านนี้คือขนมปั้นสิบ ซึ่งมีความหอม กรอบและอร่อยมาก เ นื่องจากมีการทำสดใหม่ตลอดและ นอกจากนี้ถ้าท่านใดเกิดอยากทานขนมขึ้นมาระหว่างการเดินทาง ร้านพลายชุมพลยังมีบริการเข็นรถขายอีกด้วย

 

 

เดินต่อมา จะพบกับ ย่านเตาครก ซึ่งมีเตาเผาโบราญ ที่ใช้เผาเครื่องปั้นดินเผาในอดีต ซึ่งแต่ละหลัง มีอายุไม่ต่ำกว่า 70 – 80 ปี แต่ก่อน ใช้ เผาเครื่องใช้จำพวก โอ่ง อ่าง ครก โดยใช้ไม้ฝืนเป็นเชื้อเพลิง

 

 

เดินต่อมาอีก 50 ก้าว พบกับอีกร้านของเส้นทางขนมชาววัง ที่จะมี ร้านแม่พะยอม

ร้านนี้เป็นร้านดั้งเดิมซึ่งเป็นร้านคุณแม่ ของคุณพี่ยุพิณ และผู้ที่รับสืบทอดร้านนี้ต่อก็คือ พี่ของคุณพี่ยุพินอีกทีน่ะค่ะ ร้านนี้ก็จะมีขายขนมหลากหลายชนิดมีทั้งทองหยิบ ฝอยทอง ขนมหันตราซึ่งมีปริมาณส่วนผสมขอตัวไข่มาก จึงได้ขนมที่นุ่ม ไม่แข็งกระด้างค่ะ นอกจากนี้ยังมีขนมกลีบลำดวล และขนมเปียกปูนซึ่งหอมอร่อยมากอีกด้วย

 

 

 
เดินต่อมาอีก 50 ก้าว ก็จะพบกับส่วนสุดท้ายของเส้นทางขนมชาววัง คือ ร้านขนมมงคลคุณยุพิณ

ขนมหวานที่เป็นที่นิยมได้แก่ จ่ามงกุฎ ซึ่งเป็นของเด่นของร้านนี้ เนื่องจากรูปร่างที่สวยงาม เม็ดแตงที่ฝัดมาอย่างดี และที่สำคัญคือความหอมของตัวเนื้อขนม และนอกจากนี้ ยังมี ทองเอก เสน่ห์จันทร์ กระเช้าสีดา และอีกอย่างหนึ่งที่เราประทับใจเป็นพิเศษคือ กุหลาบชาววัง มีลักษณะเหมือนอะลัมนมสด ซึ่งนอกจากความสวยงามแล้วยังมีความหอม มันของนมสดด้วย ร้านของพี่ยุพินนั้น ตามปกติขายดีมาก ถ้าเราไปช้าอีกนิด เราคงอดชิมขนมอร่อยๆแน่ๆเลยค่ะ

 

     แต่การเดินทางยังไม่สิ้นสุด เพราะคุณสามารถเดินทางต่อไปที่ กลุ่มหัตถกรรมเครื่องปั้นดินเผาเกาะเกร็ด หมู่ 1 ซึ่งอยู่ห่างไปอีกเพียง 60 ก้าว

      เมื่อชมและเลือกซื้อเครื่องปั้นดินเผาเสร็จแล้ว เดินต่อไปก็จะพบกับ วัดฉิมพลีสุทธาวาส ซึ่งเป็นวัดสมัยอยุธยาตอนปลายอีกวัดหนึ่ง เดิมชื่อ “วัดป่าฝ้าย” สันนิษฐานกันว่า พระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัย ทรงปฏิสังขรณ์แล้วทรงตั้งชื่อใหม่ว่า “วัดฉิมพลีสุทธาวาส” ตามชื่อเดิมของพระองค์คือ “เจ้าฟ้าชายฉิม”โบราณสถานของวัดคือ พระอุโบสถ ซึ่งมีฐานโค้งแบบท้องเรือสำเภา หน้าบันจำหลักไม้เป็นรูปเทพทรงราชรถล้อมรอบด้วยดอกไม้ ทั้งซุ้มประตูและซุ้มหน้าต่างสวยงามมาก และมี ตุ๊กตาหิน เข้าใจว่านำมาจากเมืองจีน ในสมัยพระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัย

 

 

 

 

 

 

 อีกวัดหนึ่งที่น่าสนใจ คือ “วัดป่าเลไลยก์” เป็นวัดร้างตั้งอยู่ติดกับวัดฉิมพลี ปัจจุบันจึงรวมกับวัดฉิมพลี ยังมีโบราณสถานของวัดเหลืออยู่คือ พระอุโบสถ กับ พระเจดีย์ 2 องค์ ภายในพระอุโบสถมีพระประธานสัมฤทธิ์ปางมารวิชัย หน้าตักกว้าง 3 ศอกด้วย

 

Advertisements

Trackback URI

%d bloggers like this: